((1.การตรวจร่างกายทั่วไป))

หลักการเตรียมตัวก่อนไปตรวจสุขภาพคือทำตัวตามปกติ ไม่ต้องควบคุมอาหารหรือควบคุมตัวเองมากเป็นพิเศษ เพื่อให้ผลตรวจเลือดบ่งบอกภาวะสุขภาพที่แท้จริง ไม่ควรออกกำลังกายหรือ ไม่ควรอดนอน ควรตรวจสุขภาพในช่วงเช้าเพื่อไม่ให้ร่างกายอิดโรยเกินไป นั่นคือ
1. พักผ่อนให้เพียงพอ การอดนอนอาจทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ รวมทั้งอาจทำให้ ผลการตรวจวัดความดันโลหิตสูงหรือต่ำกว่าปกติได้
2. ควรเว้นระยะการกินอาหาร ดื่มเครื่องดื่มร้อนหรือเย็น เคี้ยวหมากฝรั่งหรือสูบบุหรี่ก่อนการวัดอุณหภูมิทางปากอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้อุณหภูมิของเนื้อเยื่อในปากกลับคืนสู่สภาวะปกติ

((2.การตรวจเลือด))

ควรสวมเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการเจาะเลือดที่ข้อพับแขน การตรวจเลือดทั่วไปสามารถเจาะเลือดได้ทุกเวลาและไม่ต้องเตรียมตัวแต่อย่างใด ยกเว้นการตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดที่จำเป็นต้องงดอาหาร 8–12 ชั่วโมง หรือพูดง่ายๆ คือ งดอาหาร ชา กาแฟ นม ขนม และของหวานต่าง ๆ หลัง 2 ทุ่มเป็นต้นไปเพื่อเตรียมไปเจาะเลือดในเช้าวันรุ่งขึ้น (ผู้ที่จะตรวจระดับไขมันในเลือดควรงดอาหารที่มีไขมันสูง 3 วันก่อนตรวจ) สำหรับน้ำเปล่าดื่มได้ในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป แต่ถ้าหากไม่ได้ตรวจน้ำตาลและไขมันสามารถกินอาหารได้ตามปกติ แต่ควรเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ เช่น บุฟเฟ่ต์หรืองานเลี้ยง อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนมาตรวจสุขภาพ สรุปว่าต้องปฏิบัติดังนี้
1. งดอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหลัง 2 ทุ่ม หรืออย่างน้อยหลังเวลาเที่ยงคืนจนกว่าจะเจาะเลือดในตอนเช้า (ดื่มน้ำเปล่าได้)
2. ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปี ขึ้น หรือผู้ที่สูบบุหรี่มานาน หรือผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันเลือดสูง อัมพาตหรืออัมพฤกษ์ หากจะตรวจวัดระดับไขมันในเลือดให้งดอาหารและเครื่องดื่ม 12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือดจะทำให้ได้ผลการตรวจที่ดียิ่งขึ้น (ดื่มน้ำเปล่าได้)
3. ผู้ที่เจ็บป่วยอยู่เดิมที่กินยาเป็นประจำ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไตเรื้อรัง ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ เนื่องจากยาบางชนิดมีผลต่อการตรวจเลือดและการตรวจปัสสาวะ หรืออุจจาระได้ (เช่น ยารักษาโรคความดันเลือดสูงในกลุ่ม beta-blocker ยาคุมกำเนิด ยาขับปัสสาวะ (thiazide diuretics) ยาลดความซึมเศร้า (tricyclic antidepressants) ยาในกลุ่มสเตียรอยด์อาจทำให้ระดับน้ำตาลสูงได้ ส่วนพาราเซตามอล แอลกอฮอล์ หรือ anabolic steroids อาจทำให้ระดับน้ำตาลต่ำกว่าความเป็นจริง) นั่นคือควรงดวิตามิน อาหารเสริม และยาที่ไม่ใช่ยารักษาโรคประจำตัวก่อนรับการตรวจ 24 ชั่วโมง ดังนั้นหากท่านกินยาประจำ รวมถึงอาหารเสริม ควรแจ้งให้ผู้เจาะเลือดหรือแพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง รวมทั้งภาวะตั้งครรภ์ด้วย อนึ่งผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันเลือดสูง โรคไทรอยด์เป็นพิษ ให้กินยาได้ตามปกติและดื่มน้ำเปล่าพอควร (ไม่ต้องกังวลเรื่องกินยาหลังอาหาร) เพื่อนำผลการตรวจวัดระดับความดันโลหิต หรือน้ำตาลในเลือด หรือไขมันในเลือด หรือระดับการทำงานของต่อมไทรอยด์ มาประเมินร่วมกับอาการต่าง ๆ เพื่อสรุปผลการรักษาโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วว่ามีประสิทธิผลและ ประสิทธิภาพเพียงใด
4. งดการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์และกาแฟก่อนตรวจเลือด 24-48 ชั่วโมง เพราะการดื่มสุราหรือกาแฟในวันและคืนก่อนการตรวจสุขภาพจะทำให้ผลการตรวจปัสสาวะผิดพลาดได้และความดันโลหิตอาจสูงกว่าที่เป็นจริง
5. ไม่ควรสูบบุหรี่ก่อนมารับการตรวจเพราะจะทำให้ความดันเลือดสูงกว่าที่เป็นจริง เมื่อเจาะเลือดเสร็จแล้วควรกดบริเวณที่เจาะ 1-2 นาที ไม่คลึงหรือนวดบริเวณที่เจาะเลือดเพราะอาจทำให้หลอดเลือดแตกได้ แล้วสามารถกินน้ำและอาหารได้ทันที ในกรณีที่มีรอยช้ำเขียวบริเวณที่เจาะเลือดแสดงว่าหลอดเลือดที่ถูกเจาะแตก รอยช้ำดังกล่าวจะหายไปได้เองใน 1-2 สัปดาห์ อาจใช้น้ำแข็งหรือของเย็นประคบ หรือทายาแก้ฟกช้ำ เช่น ฮีรูดรอยด์ช่วยได้ แต่ไม่ควรนวดคลึงบริเวณที่หลอดเลือดแตก

((3.การตรวจปัสสาวะ))

1. ไม่ควรกินวิตามินซี หรืออาหารที่มีโปรตีนมาก ๆ ก่อนตรวจปัสสาวะ
2. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ ก่อนตรวจปัสสาวะ
3. ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร แต่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลมในปริมาณมาก หรือการกินขนมหวานจัดเพราะจะทำให้มีน้ำตาลปนในปัสสาวะ
4. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในคืนก่อนตรวจ
5. การตรวจหากรดฮิปพูริกในปัสสาวะสำหรับลูกจ้างที่สัมผัสโทลูอีนต้องงดกินอาหารบรรจุกระป๋อง หรืออาหารอื่น ๆ ที่ใส่วัตถุกันเสียก่อนเก็บปัสสาวะตรวจไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง
6. การตรวจหาอะเซนิก (สารหนู) ในปัสสาวะลูกจ้างที่สัมผัสสารอะเซนิกต้องงดกินอาหารทะเลก่อนเก็บปัสสาวะตรวจไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง
7. วิธีเก็บปัสสาวะให้ทำความสะอาดบริเวณภายนอกของอวัยวะสืบพันธุ์ โดยผู้หญิงฉีดน้ำล้างปากช่องคลอด ส่วนผู้ชายรูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศล้างให้สะอาด ถ่ายปัสสาวะช่วงแรกทิ้งและเก็บปัสสาวะช่วงกลางลงในภาชนะ ส่วนปัสสาวะช่วงท้ายให้ถ่ายทิ้งไปในสตรีเพราะอาจทำให้ตรวจพบโปรตีนและเม็ดเลือดขาวได้
8. สำหรับสตรี หากมีประจำเดือนให้งดตรวจปัสสาวะเพราะเลือดจะปนเปื้อนในปัสสาวะ มีผลต่อการแปลผลการตรวจ สตรีที่กำลังจะมีหรือมีประจำเดือนหรือหลังหมดประจำเดือนใหม่ๆ (< 5 วัน) อาจทำให้ผลตรวจปัสสาวะคลาดเคลื่อนได้ควรแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ

((4.การถ่ายภาพรังสีทรวงอก))

1. งดใส่เครื่องประดับต่าง ๆ ที่เป็นโลหะ/ถอดสร้อยหรือเครื่องประดับที่เป็นโลหะออก
2. เสื้อควรเป็นกระดุมพลาสติก
3. สตรีงดใส่ชุดชั้นในที่เป็นโครงเหล็ก
4. อย่าลืมเก็บเศษเหรียญสตางค์ออกจากกระเป๋าด้วยเพราะอาจบดบังรอยโรคได้
5. ไม่ควรถ่ายภาพรังสีใด ๆ หากไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์หรือไม่ หากสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนถ่ายภาพรังสี

((5.การตรวจภายใน))

ควรสวมกระโปรงและควรตรวจก่อนหรือหลังมีประจำเดือนอย่างน้อย 7 วัน
การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรม (Mammogram)
1. หลีกเลี่ยงการตรวจในช่วงมีประจำเดือนซึ่งเต้านมคัดตึง ควรตรวจก่อนหรือหลัง มีประจำเดือนอย่างน้อย 7 วัน
2. งดทาแป้ง โลชั่น และครีมต่าง ๆ บริเวณเต้านมและรักแร้ในวันตรวจ

((6.การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound Abdomen)))

1. การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนควรงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ถ้าหิวหรือกระหายมากสามารถดื่มน้ำหรือน้ำหวานได้ แต่ต้องงดนมหรือครีม
2. การตรวจช่องท้องส่วนล่างควรดื่มน้ำมาก ๆ จนปวดปัสสาวะแล้วค่อยมารับการตรวจ

((7.การตรวจสมรรถภาพปอด))

1. สภาพร่างกายปกติ หากเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ปอดบวม ต้องรักษาหายมาแล้วอย่างน้อย 3 สัปดาห์ และไม่อยู่ในระยะหลังผ่าตัดใหม่ ๆ โดยเฉพาะผ่าตัด ช่องท้อง ทรวงอก หรือสมอง
2. ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ค่อนข้างหลวมสบาย ไม่รัดทรวงอกและท้อง
3. ไม่ควรตรวจหลังจากกินอาหารมาใน 1 ชั่วโมงเพราะอาจจะทำให้อาเจียน
4. ห้ามออกกำลังกายอย่างหนักก่อนตรวจอย่างน้อย 30 นาที ควรพักให้หายเหนื่อยก่อนตรวจ
5. ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนตรวจอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
6. หากสูบบุหรี่ หยุดสูบบุหรี่ก่อนตรวจอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
7. หากเป็นโรคที่ต้องใช้ยาขยายหลอดลมชนิดพ่น ต้องงดใช้ยาขยายหลอดลมก่อนตรวจ 6 ชั่วโมง
8. ถ้าใส่ฟันปลอมชนิดที่ถอดได้ ต้องถอดออก
9. ห้ามเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอมขณะตรวจ

((8.การตรวจสายตาและสมรรถภาพการมองเห็น))

1. ไม่ควรตรวจในขณะที่มีภาวะเจ็บป่วยของดวงตา เช่น ตาแดง ตาอักเสบ มีบาดแผลรอบดวงตา ตาบวม
2. หากสวมแว่นสายตาควรนำแว่นที่ใช้อยู่มาตรวจเช็คด้วย ไม่ควรตรวจสายตาหลังจากที่ทำงานใช้สายตาจนรู้สึกล้าหรือตาพร่ามัวแล้ว

((9.การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน))

1. ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการตรวจสมรรถภาพการได้ยิน คือ ตรวจหลังจากหลีกเลี่ยงเสียงดังมาแล้วอย่างน้อย 16 ชั่วโมง นั่นคือควรตรวจก่อนเวลาเข้าทำงาน การตรวจในขณะทำงานหรือหลังจากออกกะมาแล้วอาจทำให้ผลการตรวจผิดพลาดได้
2. ผู้รับการตรวจต้องไม่เป็นหวัดคัดจมูกเพราะอาจมีภาวะหูอื้อได้
3. อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจคือหูฟังครอบหู ดังนั้นการสวมต่างหูขนาดใหญ่ แว่นตา ที่คาดผม หมวก อาจเป็นอุปสรรคต่อการตรวจ บทความจาก: แพทย์หญิงนันทิยา ตัณฑชุณห์ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
โรงพยาบาลพิษณุโลก ฮอสพิทอล ออกตรวจวันจันทร์ ,อังคาร ,พฤหัสบดี เวลา 07.00 - 14.00 น.
วันพุธ ,ศุกร์ เวลา 07.00 - 16.00 น. นัดตรวจหรือปรึกษาโทร 055-909-888